ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก


แนวทางรักษา การเป็นโรคสะเก็ดเงิน

เรียนท่านผู้อ่าน  บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องจากปัจจุบัน บทความที่เป็นแนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีไม่มาก เราที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนและปัจจุบันก็หายดีแล้ว จึงอยากแชร์ให้ผู้ที่ต้องการรักษาสะเก็ดเงินได้รับทราบค่ะ


แนวทางรักษาที่ค้นพบและวิธีที่ลองทำมาระหว่างที่เป็นโรคสะเก็ดเงินมีดังนี้ค่ะ
เริ่มแรก เราทำการศึกษาวิธีการรักษาต่างๆ ตามอินเตอร์เน็ต, เข้าอบรมเรื่องโรคสะเก็ดเงินกับคลีนิคโรคผิวหนัง, สอบถามบุคคลที่เคยเป็นสะเก็ดเงิน จากเครือญาติเรา, เรื่องราวของผู้ที่เคยเป็นมาก่อน ผู้ชายที่เป็นส่วนใหญ่จะดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ค่ะ เขาจะเป็นสะเก็ดเงินที่นิ้ว เราพบกลุ่มคนที่เป็นโรคเหมือนกันจากการเข้าอบรมค่ะแต่ก็ไม่เคยได้พูดคุยกันนะคะ แค่ฟังมาจากหมอและพยาบาลอีกที
                  หลังจากการที่เราศึกษาและหาวิธีรักษาโรคนี้แล้ว เราก็ท้อและมีกำลังใจ มีความหวังในขณะเดียวกัน เหตุผลคือ บุคคลที่เคยเป็นบอกว่าโรคนี้ไม่มีทางหาย!! แม้แต่หมอเองก็พูดแบบนั้น แต่มีโอกาสที่จะหายจากโรคนี้ไปนานถึง 10 ปีหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่แต่ละบุคคลค่ะเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ท้อแท้เลยค่ะแต่เรามีความเชื่อเมื่อบางคนที่เป็นบอกว่ามีโอกาสหายได้ เราก็ต้องหายได้เช่นกันค่ะ
                 วิธีแรกที่เราเริ่มทำทันทีคือทายาลดการหลุดล่วงของผิวหนัง มียามากมายหลากหลายที่เราทาค่ะ ทั้งแบบแรงสุดๆ คือ ทาในขณะที่ผิวยังเปียกอยู่เพื่อให้ยาเจือจางค่ะ ซึ่งยาตัวนี้หลอดเล็ก แต่ผลลัพท์ของมันดีเกิดคาดจริงๆ ค่ะ เรารู้จักยาตัวนี้จากญาติค่ะ เราจำไม่ได้แล้วว่าชื่อยาอะไร แต่เราไม่แนะนำให้ใช้นะคะ ถ้ามีตัวอื่นที่ใช้แล้วดีและผิวดีขึ้นก็ใช้ตัวนั้นเถอะคะ เพราะยาหลอดเล็กนี้มีผลข้างเคียงเยอะเหมือนกันจะใช้ก็ต่อเมื่อไม่ไหวแล้วจริงๆ เดี๋ยวเป็นหนอง(สะเก็ดเงินแบบหนองค่ะ) และเราก็ทา dainovex ด้วยค่ะ หลอดสีฟ้า แนะนำ เราชอบยาตัวนี้ค่ะไม่อันตรายมาก แต่ราคาก็จะแพงกว่าหลายตัวที่เราใช้ค่ะ เรื่องยาสระผม ก็สำคัญมากสำหรับเราค่ะเพราะเราเป็นสะเก็ดเงินที่ศรีษะค่อนข้างเยอะ หนังศรีะหลุดออกตลอดแค่เกา ดังนั้นยาสระผมของเราก็ได้มาจากคลีนิคโรคผิวหนังค่ะ นอกจากยาสระแล้ว ก็จะมียาใส่หนังศีรษะด้วยค่ะ เพื่อลดการติดเชื้อ คืออย่างที่บอกหนังศีรษะเราเป็นแผลเยอะและเลือดไหลจากการเกา เราเลยต้องดูแลเป็นพิเศษค่ะ และยาสเตียรอยด์ที่เป็นกระปุกแบนๆ สีชมพู ราคา 60 บาทด้วยค่ะ ทาที่ผิวหนังตามร่างกายแต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ค่ะ ว่ายาตัวนี้ส่งผลให้ผิวหนังของเราขยายพื้นที่อักเสบมากขึ้น เราเลยเลิกใช้ค่ะ คือผิวเราเริ่มไม่เป็นสะเก็ดจริงแต่กลายเป็นสีแดงผิวหนักอักเสบและบวมแทน มันทรมานมากกว่าอีกเพราะโดนอะไรนิดหน่อยเลือดก็จะไหลค่ะ
                    วิธีที่สอง ช่วงนั้นนอกจากทายาโดยเฉพาะสำหรับโรคสะเก็ดเงินแล้วนะคะ เรายังทาครีมสูตรเพื่อความชุ่มชื่นเพื่อผิวแพ้ง่ายโดยเฉเพาะด้วยค่ะ เช่น วาสลีนขวดสีขาว กับ วาสลีนขวดสีเขียวสูตรว่านหางจระเข้ค่ะใช้สลับกันอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เราจะชอบวาสลีนสูตรว่านหางจระเข้มากกว่าค่ะเพราะรู้สึกเย็นและไม่เหนอะหนะเกินไป ทาแล้วรู้สึกผิวเราไม่ค่อยอักเสบค่ะ อ้อแล้วก็มีเจลวานห่างจระเข้แบบกระปุกด้วยค่ะ ช่วงนั้นเราจะใช้ของบำรุงผิวเยอะเพราะไม่เช่นนั้นผิวเราจะแห้งแล้วเลือดไหลซิปๆ ค่ะ นอกจะนี้จะมีครีมอาบน้ำโดยเฉพาะของผู้เป็นโรคสะเก็ดเงิน ซื้อได้จากคลีนิคโรคผิวหนังหรือไม่เช่นนั้นก็ซื้อครีมอาบน้ำสูตรว่านหางจระเข้หรือสูตรชุ่มชื่นเพื่อผิวแพ้ง่ายแท้ได้ค่ะ เวลาอาบน้ำก็สำคัญค่ะ เราจะอาบน้ำช้าแบบแต่ก่อนไม่ได้แล้วไม่เช่นนั้นจะยิ่งทำให้ผิวของเราแห้งค่ะ ผู้เป็นโรคนี้ไม่ควรอาบน้ำนานหรือบ่อยเกินไปค่ะดังนั้นปรับเปลี่ยนเวลาอาบน้ำให้สั้นลง และเนื่องจากเราเป็นโรคนี้ทางครอบครัวของเราก็จะดูแลเป็นพิเศษโดยหาสมุนไพรมารักษาเรา แต่เราจะไม่ทานยาสมุนไพรนะคะเพราะไม่ชอบจริงๆ ค่ะ แล้วอยู่ที่แต่ละบุคคลด้วย บางคนทานยาหม้ออาจทำให้โรคเห่อหนักขึ้นได้ค่ะ เราไม่เคยทานยาหม้อเลยค่ะเหตุผลไม่ชอบค่ะและไม่ถูกกับยาหม้อเท่าไหร่ แต่สมุนไพรที่ทางครอบครัวเราหามาให้คือใบไมยราบค่ะ พ่อจะเอาใบมาต้มกับน้ำเป็นหม้อใหญ่ แล้วเทลงอ่างผสมกับน้ำสะอาดให้เราแช่ค่ะ เราจะได้แช่ตัวซึ่งเราว่ามันดีมากค่ะเพราะ เราได้ผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อ ไม่เครียด แล้วรู้สึกว่าผิวดีขึ้นไม่ค่อยคันไม่ค่อยบวมแดงเท่าไหร่ แช่แล้วรู้สึกดีมากค่ะ
                  วิธีที่สาม เราใช้ใบชุมเห็ดค่ะ เอามาบดให้ละเอียดผสมกัยน้ำมันมะพร้าวสูตรเย็น แล้วนำมาโปะไว้ตรงขาส่วนที่สะเก็ดเงินขึ้นหนักๆ พันพร้อมผ้าก็อตสีขาวเพื่อไม่ให้หลุดค่ะ ทำแบบนี้ทุกคืนก่อนนอน ช่วงนั้นที่นอนก็ต้องรองผ้าไว้ค่ะเพราะไม่เช่นนั้นจะเบื่อนยาจากใบชุมเห็ดและมันเป็นอะไรที่แย่มากค่ะ เรานอนไม่ค่อยสบายเลยยาที่โปะจะหลุดบ่อย แล้วเป็นห้องแอร์ คิดดูคะอากาศจะยิ่งแห้งค่ะทำร้ายผิว แต่เราต้องทำไม่เช่นนั้นมันอาจเป็นหนักค่ะ โรคสะเก็ดเงิน โปะยาสมุนไพรไปค่ะ นี่คือการรักษาภายนอกค่ะ การรักษาภายในสำคัญกว่าค่ะ ลองอ่านมาเรื่อยๆ ค่ะ
                  หลังจากมีการรักษาด้วยเรื่องยาแล้ว ขอบอกเลยค่ะ ยา เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและเป็นการรักษาแค่ภายนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่ายา เราว่าคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ค่ะจากภายใน เราเริ่มด้วยการควบคุมอาหารการกินอย่างจริงจังจากการที่เป็นคนไม่สนใจพวกสุขภาพ อาหารคลีนๆ ไม่เคยอยู่ในสมองนั้น กลับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานของเราอย่างยิ่งยวดเลยค่ะ(เพราะเรากลัวว่าผิวหนังของเราจะอักเสบมากกว่านี้ จะเป็นสีแดงเหมือนเลือด) เราเลิกทานเนื้อวัว เราไม่เคยเตะอีกเลย เราหันมาทานผักกับผลไม้ โปรตีนเราหาจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์ แต่เรายังทางเนื้อหมูกับเนื้อไก่เป็นปกตินะคะ แต่พวกเนื้อที่แดงมากๆ จะไม่ทานเลยค่ะไม่ว่าจะเป็นเนื้ออะไร เพราะจะแสลงและเพิ่มการลุกลามของโรคค่ะและหมอก็ห้ามทานด้วยค่ะ อยู่ในกลุ่มอาหารต้องห้ามค่ะ ครั้งหนึ่งเราเคยเลิกทานเนื้อวัวไปหลายเดือนแล้วแต่พอกับมาทานเพียงแค่คำ สองคำ เรารู้สึกคันเลยค่ะ กุ้งก็เช่นกัน ตอนที่เรายังไม่เป็นโรคนี้ เราทานได้ปกติแต่พอเป็นแล้วมาทานกุ้งเยอะๆ เหมือนแต่ก่อน เราคันอีกแล้วค่ะ หอยบางชนิดก็ไม่ทานนะคะเพราะเราจะรู้ว่าว่าแพ้หรือแสลงอะไร
                  ยังอยู่ที่เรื่องอาหาร เราเลิกทานไปเยอะมากเหมือนกันทั้งน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ขนมหวานน้ำตาลเยอะๆ ขนมปัง ปาทังโก้(ช่วงเป็นหนักเราไม่ทานเลย) น้ำปั่น โดนัท ขนมที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี(ตัวส่งเสริมความอักเสบของผิวหนัง) หรือข้าวบาเลย์ ขนมซีเรียล ไอศครีม ของหมักของดอง พวกชีส พวกปลาร้า ผลไม้ดอง(งดเด็ดขาดค่ะ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหนังอักเสบ) นอกจากนี้ก็งดอาหารไร้ประโยชน์ เบอร์เกอร์(นานๆ ทานได้เบอร์เกอร์ปลาค่ะหรือหมู ไก่) ของทอด เช่น มันฝรั่ง กล้วยทอด และของทอดๆ อีกมากมายที่ทั้งอมน้ำมันและหวานมากเกิน ใส้กรอกแทบทุกชนิด และอาหารที่ทำมาแล้ว รออุ่นอย่างเดียวในกล่องพลาสติกก็เลิกทานค่ะ หากคุณลองอ่านส่วนผสมของพวกข้าวกล่องที่อุ่นไมโครเวฟก่อน แล้วคุณจะรู้ว่ามันมีสารต่างๆ มากแค่ไหนค่ะ และเชื่อเถอะค่ะว่าถึงคุณจะชอบอาหารต้องห้ามมากแค่ไหน หากแต่มันจะเทียบไม่ได้เลยเมื่อคุณรู้สึกเจ็บป่วย ปวดอย่างที่สุด บางคนมีอาการลามถึงปวดกระดูกข้างใน รู้สึกเหมือนคนไม่ปกติ คุณจะสามารถเลิกอยากทานอาหารเหล่านั้นได้ เราต้องรักตนเองค่ะ ต้องดูแลร่างกายของเราให้ดี คุณจะรู้ซึ้งคำว่า 'การไม่มีโรค คือลาภอันประเสิรฐ์' ทันทีเลยล่ะ


อาหารที่ไม่ควรทาน สำหรับผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน(ควรงดอย่างเด็ดขาด)
  1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เราขอห้ามโดยเด็ดขาด เพราะเราคิดว่าสิ่งนี้คือสาเหตุใหญ่ของการเป็นโรคสะเก็ดเงินที่เก็บสะสมมาเรื่อยๆ แล้วเพราะเราได้อาจบทความหนึ่งจากผู้ที่เพิ่งเป็นโรคนี้ เขาบอกว่า ตอนนั้นทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเยอะ ตอนอยู่ต่างประเทศ กลับมาไทยก็เป็นโรคสะเก็ดเงิน ส่วนเราก็ทานตั้งแต่เด็ก ทานเยอะมากค่ะ
  2. เนื้อวัว และเนื้อสัตว์ทุกชนิดที่มีสีแดงมากๆ (หมู ไก่ ทานได้ค่ะ)
  3. อาหารทะเลที่คุณกินแล้วรู้สึกแพ้ เช่น กุ้ง หอย ปลาหมึก (ขึ้นอยู่ในแต่ละบุคคล เราทานพวกที่กล่าวมาไม่ค่อยได้ค่ะ แต่เราทาง ปูได้ ไม่คัน ไม่แสลง)
  4. ห้ามทานลูกชิ้นปลาค่ะ ครั้งหนึ่งตอนที่เราเป็นโรคสะเก็ดเงินการทานลูกชิ้นปลาทำให้รู้สึกแย่ที่สุดๆ มันคันมากๆ ยิปๆ จนเรารู้สึกเลยว่ามันคือของแลสงต้องห้ามค่ะ
  5. ของหมักของดองค่ะ
  6. อาการขยะทั้งหลาย 
  7. ของทอดที่มันเยิ้ม
  8. อาหารที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ด รวมถึงผู้ที่แพ้กลูเตนด้วย พวกขนมปัง
  9. เลิกทานเหล้า น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ คาแฟอีน จะส่งเสริมให้ผิวหนังคุณอักเสบขึ้นหรือแม้แต่พวกน้ำปั่น น้ำที่หวานที่น้ำตาลเยอะๆ ควรหลีกเลี่ยงค่ะ 
  10. ลดในสิ่งที่ตนเองแพ้ค่ะ
  11. งดอาการที่มีผงชูรสเยอะ วัตถุกันเสีย และสารเคมีต่างๆ ค่ะ
  12. ของที่ร้อนเกินไป ไม่ควรค่ะเพราะจะเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายให้สูงขึ้น ส่งผลต่อโรคสะเก็ดเงินและอารมณ์ของเราให้ร้อนตามไปค่ะ
ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะมีอะไรให้ทานได้บ้าง?
            ของที่เราผู้เป็นโรคสะเก็ดเงินควรทานนะคะ มี นมถั่วเหลือง, น้ำเต้าหู้, ของเย็น, สลัดผัก, ผลไม้, โยเกิตร์, ซุป, อาการรสไม่จัดมากค่ะ(เครื่องปรุงไม่เยอะ), ขนมที่ไม่ได้ทำมาจากแป้งสาลี, นมที่มีส่วนผสมของงาดำ, น้ำนมข้างโพด, อาหารปกติที่ไม่ร้อนมากเกินไป, ชาเขียวน้ำตาลน้อย, น้ำผักผลไม้, ถั่วต่างๆ เป็นต้นค่ะ 

              วีธีที่สี่ เราหาของที่ทานแล้วช่วยเรื่องสะเก็ดเงินให้เบาบางลงหรือหายไปค่ะ แล้วเราก็ค้นพบค่ะ เป็นน้ำมังคุลสูตรเข้มข้น 100% ค่ะ ชื่อ bim100 ลองไปหาทานดูค่ะ แต่ราคาก็จะค่อนข้างแพงเหมือนกันแต่ได้ผลรวดเร็วแผลหายและยุบลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ เราซื้อมาโหลหนึ่ง 12 ซองทานแบบน้ำ ไม่นานผิวหนังที่อักเสบของเราจะเริ่มยุบลงและราบเรียบอีกครั้งค่ะ ที่สำคัญผิวหนังไม่อักเสบและแดงแล้วด้วยค่ะ ช่วงนั้นเรามีความสุขมากเลยค่ะ ที่หายแล้วแบบมันตื้นตันใจมากค่ะ ว่าในที่สุดมันก็หายได้ แต่เราก็ยังคงควบคุมการทานอาหาร ออกกำลังกายและพยายามไม่เครียด ร่าเริง เสมอค่ะ เพราะเราสังเกตได้ว่าโรคสะเก็ดเงินนี้ถ้าเรามีความเครียดหรือสุขภาพไม่ดีมันจะเป็นหนักหรือหายช้าค่ะ เราแนะนำเลยนะคะ bim100 ราคาไม่เกิน 3,000 บาทค่ะ


นอกจากเรื่องอาหารแล้วนะคะ เราต้องดูแลสุขภาพจิตของเราด้วยค่ะ อย่างที่มีคนเคยบอกไว้ สุขภาพจิตที่ดีส่งเสริมให้ภายในดี และส่งผลสู่ภายนอกค่ะ ที่เราจะบอกคือคุณต้องเปลี่ยน ดึงทัศนะคติลบๆ ของคุณทิ้งไป คุณต้องมองบวกให้มากที่สุด แบบเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสอะไรแบบนั้นเลยล่ะคะ เหตุผลคือ ความเครียดจะทำให้โรคแข็งแกร่งขึ้น คุณจะหายยากขึ้นหรืออาจไม่หายเลย เราย่ำแย่ในช่วงที่เป็นโรคนี้คือ เรื่องความรัก เราเครียดมากแบบว่า เราอายหากแฟนเราจะรู้หรือเห็นว่าเรามีผิวหนังที่น่าเกลียดแค่ไหน แต่รู้ไหมเขาไม่ได้รังเกียจในเรื่องนี้เลย เรารู้สึกพอใจแต่เรากลับคิดเยอะ ใช่ ค่ะ เพราะตอนนั้นเรายังไม่เปลี่ยน เรายังคงคิดเยอะไปถึงอนาคตหากเรามีลูก? ลูกเราจะเป็นโรคสะเก็ดเงินไหม? เราเลยขอเลิกกับเขา มันหลายๆ อย่างค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้แต่เรื่องนี้ก็มีส่วนเล็กน้อย หลังจากเราเลิกกัน เรารู้สึกเจ็บมาก แต่เราต้องมองโลกในแง่บวกค่ะ เราพยายามบอกกับตนเองค่ะให้เขาไปเจอคนที่ดีกว่าเราค่ะ เขาจะมีความสุขและเราก็จะมีความสุขด้วย แต่หากมันจะง่ายขนาดนั้นโรคสะเก็ดเงินของเราคงไม่ลุกลามค่ะ 

เรารู้ว่ามันไม่ง่ายเลยค่ะ ที่จะเปลี่ยนความคิด จากคนที่เป็นพวกคิดเยอะ คิดเล็กคิดน้อย คิดมาก คิดจนปวดหัว เราเริ่มหาอะไรทำหลายๆ อย่างให้สมองเราไม่คิดเยอะ ให้จดจ่อกับเรื่องเดียวคะ แล้วเราก็มีงานอดิเรททำคือการแต่งนิยายกับอ่านหนังสือ และดูหนังหรือฟังเพลงค่ะ มันช่วยได้เยอะมากค่ะ จากการที่เรามีแฟนวันๆ เอาแต่ดูโทรศัพท์ เข้าเฟสบุ๊ก คุยกัน บาลๆ ก็เปลี่ยนไปค่ะ เรารู้สึกว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้ มากกว่านั่งคุยหรือรอข้อความจากโทรศัพท์จากแฟน มันไม่ใช่เลยค่ะ เราแต่งนิยายได้หลายตอนและ 2 เรื่องด้วย เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำค่ะ ได้เห็นอะไรหลายอย่างจากหนังที่ดู รู้สึกว่ามีหลายคนที่ต้องเผชิญสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าเรา แต่พวกเขายังยิ้มพร้อมกับการมองโลกในมุมใหม่ ในแบบที่ดีค่ะ หนังต่างประเทศทำให้เราเห็นมุมมองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงค่ะ มุมมองที่เราไม่เคยคิดว่ามี ไม่เคยคิดว่าทำแบบนี้ก็ได้ มันเปิดโลกสุดๆ เลยค่ะ และเราพยายามปรับเปลี่ยนความคิดค่ะ จากที่มักมองในแง่ลบ ตอนนี้เรามองในแง่บวกแล้วค่ะ เช่น การตกงานอาจไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป ทำให้เราได้พักบ้างหรือเจอสิ่งที่ดีกว่า หรือ การสอบสัมภาษณ์วีซ่าไม่ผ่าน ไม่ได้แปลว่าเราไม่ดีพอ บางทีเวลาอาจต้องการรักษาช่วงเวลาที่ดีของเราไว้ ยังคงไม่อยากให้เราเผชิญกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าก็ได้ค่ะ บางครั้งการรอก็ดีกว่าค่ะ ต้องยอมรับเลยว่าเราได้อ่านคำคมและคติของต่างประเทศค่อนข้างเยอะ และถ้อยคำเหล่านั้นล้วนให้กำลังใจเรา ผลักดันให้เรามีวันที่ดีกว่าค่ะ


สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอฝากให้ผู้ที่เป็นโรคนี้อย่ายอมแพ้นะคะ คุณแค่ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองคะ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนหลายๆ อย่างให้ดีขึ้นกว่าเดิม อยู่อย่างมีความสุขค่ะ ยิ้มทุกครั้งและรักตัวเองให้มากๆ ค่ะด้วยการทานแต่ของที่เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษแล้วร่างกายจะขอบคุณ คุณเองค่ะ

 :)










ความคิดเห็น