สวัสดีค่ะทุกท่าน
Writing on 13/01/2018วันนี้เรามีเรื่องที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกคนได้รับทราบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินค่ะ
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2015 เป็นปีที่เราเริ่มเป็นโรคสะเก็ดเงินคะ เราไม่เคยคิดว่าก่อนเลยว่าจะเป็นโรคนี้ได้เนื่องจากในครอบครัวของเรา พ่อกับแม่ ไม่มีใครเป็นโรคนี้เลยแต่เราก็ไม่เคยรับรู้หรือพยายามเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว เรามีเครือญาติที่เป็นโรคนี้อยู่ถึง 2 ท่านด้วยกัน ทำไมเราถึงเอ่ยถึงครอบครัวกับการเป็นโรคนี้หรือค่ะ? เพราะโรคนี้ยังไม่อาจวินิจฉัยอย่างแท้จริงได้อย่างเจาะจงว่าเกิดจากอะไร แต่การที่ครอบครัวมีประวัติของการเป็นโรคนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกหรือหลานมีโอกาสเป็นได้ด้วยถึงแม้จะน้อยนิดหรือ 25% เท่านั้นจากเครือญาติที่พ่อแม่ไม่ได้เป็นโดยตรง แต่เราก็เป็นค่ะ แล้วเราเชื่อว่ากรณีการเป็นโรคสะเก็ดเงินของเรานั้นไม่ได้เกิดจากทางกรรมพันธ์ุอย่างเดียวแน่นอนค่ะ อย่างที่บอกมันแค่ 25% เท่านั้นที่จะเกิดขึ้น โรคนี้ถือเป็นโรคที่ถูกเชื่อมโยงกับหลายๆ สิ่งอย่างซับซ้อนในความคิดของเราค่ะ มาเริ่มกันเลย
เรื่องแรกที่เราอยากจะบอก ก่อนที่เราจะเป็นโรคนี้ เหมือนคำสารภาพผิด ตั้งแต่เล็กจนโต เราโตมากับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เราชอบทานมาก มากเสียจนพ่อกับแม่ของเราต้องห้าม บอกให้ทานน้อยลงเพราะในบะหมี่มีผงชูรสเยอะ ทำมาจากแป้งสาลี(สำหรับคนที่แพ้กลูเตน ห้ามเด็ดขาด) และไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ซึ่งพวกท่านไม่ได้ว่าอะไรเรามากเลย พวกท่านแค่ตักเตือน แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงสิ่งที่พวกท่านตักเตือนให้ลึกซึ้ง เรายังคงกินมันเรื่อยๆ เราจำได้ว่าเริ่มกินบะหมี่สำเร็จรูปตั้งแต่ 8 ขวบแล้วก็ทานมาเรื่อยจนอายุ 23 ปี อาทิตย์หนึ่งเราต้องทานอย่างน้อย 2 ครั้ง บางอาทิตย์ 3 ครั้งหรือบางวันเราทานถึง 2 มื้อด้วยกัน เราชื่นชอบเพราะทำง่าย หาซื้อง่ายและราคาถูก นอกจากนี้เรายังชอบทานเบอร์เกอร์เนื้อวัวแบบ 2 ชั้น ดับเบิลชีส อีกต่างหาก เราทานเนื้อวัวเยอะมาก แบบว่าถ้ากินเบอร์เกอร์ก็จะต้องเป็นเบอร์เกอร์เนื้อวัวเท่านั้น ชาบูก็มีเนื้อ สเต็กเนื้อ เนื้อเค็มทอดติดมันนี่ของโปรด เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อเราอายุได้ 19-23 ช่วงนั้นเราจำได้อย่างขึ้นใจ เราไม่เคยกินอาหารที่คลีนเลย แต่เราไม่อ้วนเพราะร่างกายเราเผาผลาญเร็ว และใช่ เราชื่นชอบขนมกรุบกรอบทุกอย่าง ที่กรอบและมีรสเค้ม เราจะทานเสมอ ขนมกรุบกรอบเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แม่มักจะบ่นเราว่าทานเยอะเกินไป แต่ทำไงได้มันฝั่งรากลึกไปแล้ว เราไม่ได้เพิ่งมาชอบทานขนมไร้ประโยชน์พวกนี้แต่เราทานมาตั้งแต่เด็กตอนอายุ 5-6 ขวบเป็นต้นและเรายิ่งรู้สึกรักพ่อแม่มากขึ้น เมื่อพวกท่านตามใจเราพาไปซื้อขนมตลอดวันล่ะหลายๆ รอบถึงบางครั้งแม่เราจะไม่ยอมพาไปเพราะเราทานขนมมากกว่าข้าวเสียอีก
กลับมาที่อายุ 19-23 ปี เหตุผลทำไมเราถึงจำได้นะหรอ ว่าเราทานแต่ของไร้ประโยชน์ ทำไมถึงตระหนักได้? ได้หยุดคิดในช่วงอายุ 19-23!! เพราะช่วงนั้นเราเริ่มเข้าสู่สังคมที่หลายๆ คนโดยเฉพาะผู้หญิงสาวให้ความสนใจและใส่ใจกับอาหารคลีน เน้นสุขภาพมากขึ้น ออกกำลังกาย โยคะ ฟิตเนส ช่วงนั้นทำให้เราเริ่มตระหนักว่าทำไมหลายๆ คนถึงต้องคอยดูแลสุขภาพอย่างมากมายขนาดนั้นด้วย? เพราะกลัวอ้วนหรอ? กลัวไม่สวย? กลัวหุ่นไม่เป๊ะ? (ขอสารภาพผิดตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเลยจริงแล้วเรารู้สึกผิดที่คิดอย่างนั้นมาถึงตอนนี้) เมื่อความคิดอันตื้นบางของเรามีแค่นั้น ตระหนักได้แค่นั้น ที่สำคัญร่างกายของเรายังคงปกติอยู่ เราก็ไม่สนใจเรื่องอาหารคลีนและสุขภาพเลยเพราะอย่างที่บอกเราเป็นคนที่ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนเลย ไม่เคยอ้วนเลย(แต่เราไม่มีพยาธินะ เรารู้สึกได้เสมอว่าภายในร่างกายของเราจะร้อนแบบมีอุณหภูมิสูง มันช่วยในการเผาผลาญได้ดี) เราจึงเดินหน้ากินแต่อาหารขยะต่อไป อย่างเยอะๆ, น้ำปั่นต่างๆ, กาแฟ, น้ำอักลม, ของหวาน, แป้งๆ, มั่นฝรั่งทอด, ของทอดทั้งหลายและหลายๆ อย่างที่เป็นอาหารซึ่งถ้าคนดูแลสุขภาพจริงจะรู้ว่ามันให้โทษแค่ไหนและเป็นบ่อเกิดแห่งโรคร้ายมากแค่ไหน พวกเขาจะหยุดทาน แต่เราไม่ เรายังคงต้องหน้าตั้งตาทานแต่ของที่ชื่นชอบต่อไป เราทานเยอะมากจริงๆ อาทิตย์หนึ่งมี 7 วันและ 7 วันนั้นแทบไม่มีผักอยู่ในมื้ออาหารของเราเลย แต่เรายังทานผลไม้บ้าง แต่น้อยมาก ย้ำว่าน้อยมากเพราะเราชอบทานขนมไร้ประโยชน์มากกว่า
เรื่องที่สอง เราเป็นคนนอนดึก สมัยทำ Project จบ เราเขียนโปรแกรม เรานอนหลังเที่ยงคืนทุกวันค่ะ และเราบางครั้งนอนแค่ 4-6 ชั่วโมง ร่างกายของคนเราต่างไม่เหมือนกันนะคะ เราเพิ่งมาตระหนักและรู้ได้ไม่นานค่ะว่า ร่างกายของเราหากนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง เราจะไม่ไหว ในที่นี้คือ ป่วย อยากให้ทุกท่านลองสังเกตดูค่ะว่าร่างกายของท่านต้องการ การนอนกี่ชั่วโมง? ช่วยนั้นที่นอนดึก เราเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เริ่มขอบตาดำ และร่างกายเริ่มผอมแห้งค่ะ ที่สำคัญระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลัย เราชอบนั่งชันข้อศอกขึ้นมาบนโต๊ะค่ะ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้น อ้อปกติเราเป็นคนผิวแห้งอยู่แล้ว มักเกิดไฟฟ้าสถิต และมันทำให้โรคสะเก็ดเงินนี้เข้าหาเราโดยง่ายมาก ตอนเราเป็นสะเก็ดที่ข้อศอกข้างหนึ่งนั้น เราแทบไม่ใส่ใจเราคิดว่าเดี๋ยวมันก็หาย แค่ผิวแห้งเฉยๆ แต่ไม่ค่ะผ่านมาอาทิตย์หนึ่ง มันก็ยังอยู่กับเรา จากอาทิตย์เป็นเดือนค่ะ มันเริ่มตกสะเก็ดและล่ามขึ้นมาแบบ ตอนแรกเป็นจุดเล็กๆ แต่มันขยายขึ้นมาใหญ่ขึ้น จนเราเริ่มดูแลตนเองหันมาทาครีมอย่างจริงจัง จนพ่อแม่ของเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ปกติแล้วตอนนั้น
เอาล่ะค่ะ เราจะพอเท่านี้ก่อน คุณสามารถอ่านสาเหตุความเป็นมาต่อได้ค่ะ ตามลิงค์นี้
http://givelifet.blogspot.com/2018/01/2.html
และวิธีที่เราทำการรักษาจนปัจจุบัน หายเจ็บปวดจากโรคนี้ แต่บาดแผลของมัน รองรอยดำจางๆ ตามผิวหนังยังคงอยู่กับเราค่ะ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น